จุดเริ่มต้นก่อน กล้าย่า ตัดสินใจ แก้จมูก: ปัญหาจมูกเดิมที่มาของฉายาหนุ่มหน้าลูกชิ้น
ก่อนหน้าที่ กล้าย่า จะตัดสินใจเดินเข้าคลินิกเพื่อ แก้จมูก เขาได้เปิดใจถึงปัญหาความกังวลใจส่วนตัวเกี่ยวกับโครงหน้าของตัวเองให้พวกเราฟังครับ ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้เขารู้สึกไม่สุดกับการถ่ายรูปหรือการใช้หน้ากล้อง คือเรื่องของโครงสร้างจมูกเดิมที่มีความเบี้ยวเอียงเล็กน้อย ซึ่งแม้คนรอบข้างอาจจะมองข้ามไป แต่สำหรับเจ้าตัวที่ต้องใช้หน้าตาในการทำงาน จุดเล็กๆ เหล่านี้กลับส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก
นอกจากเรื่องของความเบี้ยวเอียงแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจว่า “ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” คือบริเวณปลายจมูกที่มีความมนและกลม ค่อนข้างมีเนื้อเยอะ ซึ่งกล้าย่าได้เปรียบเทียบตัวเองอย่างติดตลกไว้ว่า โครงหน้าเดิมของเขานั้นมีความละมุนจนดูคล้ายกับ “ลูกชิ้นปลา” ความกลมมนนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกว่าใบหน้าโดยรวมขาดมิติที่คมชัด เวลาจัดแสงถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอ อาจจะไม่ได้แสงเงาตกกระทบที่ทำให้หน้าดูพุ่งโดดเด่นเท่าที่ควร เขาจึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า การศัลยกรรมครั้งนี้จะต้องตอบโจทย์การปรับรูปหน้าให้ดูมีลูกเล่น มีความเรียวรับกับกรอบหน้า และที่สำคัญคือต้องดูพุ่งตรงอย่างเป็นธรรมชาติครับ
แรงบันดาลใจในการ แก้จมูก ของ กล้าย่า: ทำไมต้องเป็นเรฟ 'พัคโบกอม'
เมื่อเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการปรับทรงให้คมพุ่ง ขั้นตอนต่อไปคือการหา Reference หรือต้นแบบจมูกในฝันครับ สำหรับการ แก้จมูก ในครั้งนี้ กล้าย่า ไม่ได้เลือกแบบมั่วๆ แต่เขามีแรงบันดาลใจที่ชัดเจนมาก นั่นก็คือพระเอกหนุ่มหน้าหวานแต่เครื่องหน้าคมกริบจากแดนกิมจิอย่าง ‘พัคโบกอม’ (Park Bo Gum) นั่นเองครับ
กล้าย่าเล่าด้วยรอยยิ้มว่า ส่วนตัวเป็นคนที่อินกับการดูซีรีส์เกาหลีอยู่แล้ว และเมื่อได้พิจารณาโครงสร้างใบหน้าของพัคโบกอม ก็พบว่าทรงจมูกของพระเอกหนุ่มคนนี้มีจุดเด่นที่ความโด่งพุ่งแบบพอดี สันจมูกมีความตรงชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันปลายจมูกก็ยังคงความละมุน ไม่แหลมเฟี้ยวจนดูหลอกตา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ลงตัวมากๆ เมื่อเขาลองนำภาพของพัคโบกอมมาเทียบกับโครงหน้าเดิมของตัวเอง ก็เกิดความรู้สึกสปาร์กจอยและมั่นใจลึกๆ ว่า ทรงนี้น่าจะสามารถนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับฐานจมูกและรูปหน้าของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ถือเป็นการดึงเอาความหล่อสไตล์โอปป้ามาผสมผสานกับความเป็นตัวเองได้อย่างลงตัวครับ
เทคโนโลยี 3D Scan ที่ DCH Hospital: ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ กล้าย่า มั่นใจในการ แก้จมูก
แน่นอนว่าการเลือกคลินิกหรือโรงพยาบาลศัลยกรรมคือขั้นตอนที่ปราบเซียนที่สุด ก่อนที่ กล้าย่า จะตกลงปลงใจไป แก้จมูก ที่ DCH Hospital เขาทำการบ้านหนักมากครับ เริ่มจากการไถหน้าฟีดใน TikTok เพื่อดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริง จนกระทั่งไปสะดุดตากับรีวิวของคนในวงการอย่างคุณเบียร์ The Voice และคุณฮิม ซึ่งทำให้อุ่นใจในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยและฝีมือของแพทย์
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่นี่แบบไม่ลังเล คือการที่โรงพยาบาลมีเทคโนโลยี 3D Scan เข้ามาช่วยในการประเมินโครงหน้าก่อนผ่าตัดครับ เทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์คนไข้อินโทรเวิร์ตหรือคนที่ขี้กังวลได้ดีเยี่ยมมากๆ เพราะ:
เห็นภาพชัดเจนแบบ 360 องศา: ความกลัวที่สุดของคนทำศัลยกรรมคือ “ทำออกมาแล้วหน้าจะเปลี่ยนไปทางไหน จะบ้งหรือจะปัง?” แต่ด้วยเครื่อง 3D Scan ทำให้กล้าย่าสามารถเห็นใบหน้าตัวเองในรูปแบบโมเดลสามมิติ สามารถหมุนดูได้ทุกมุม ทั้งหน้าตรง มุมข้าง มุมเสย ทำให้หมดความกังวลเรื่องผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
ปรับแต่งได้ดั่งใจเหมือนอยู่ในโลกจำลอง: กล้าย่าถึงกับเปรียบเปรยประสบการณ์นี้ไว้ว่า “รู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมสร้างตัวละครใน The Sims เลยครับ” เพราะเขาสามารถนั่งพูดคุย ปรึกษา และออกแบบทรงจมูกร่วมกับคุณหมอผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้แบบเรียลไทม์ อยากให้สันสูงขึ้นอีกนิด ปลายเชิดขึ้นอีกหน่อย ก็สามารถจำลองภาพให้เห็นตรงนั้นได้ทันที มันทำให้ความคาดหวังของหมอและคนไข้ตรงกัน 100% ก่อนลงมีดผ่าตัดจริงครับ
รีวิวอาการหลังผ่าตัด แก้จมูก ของ กล้าย่า: จากความช็อกช่วงแรกสู่การฟื้นตัวใน 14 วัน
เมื่อเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดและออกมาพักฟื้น การ แก้จมูก ก็ได้มอบบททดสอบทางจิตใจให้กับ กล้าย่า เช่นกันครับ เขาได้เล่าถึงไทม์ไลน์อาการและสภาพจิตใจในช่วง 14 วันที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังวางแผนจะทำศัลยกรรม:
ช่วงวันที่ 1-3 (วิกฤตการณ์แพนิคเบาๆ): กล้าย่ายอมรับตามตรงเลยว่า ช่วงเปิดเฝือกหรือเห็นหน้าตัวเองในกระจกวันแรกๆ เขามีอาการ “ช็อก” และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมหน้าเราเป็นแบบนี้?” ซึ่งต้องขออธิบายตามหลักความจริงว่า นี่คือเรื่องปกติมากๆ สำหรับคนทำศัลยกรรมครับ เพราะในช่วง 1-3 วันแรก จะเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อบาดเจ็บและมีอาการบวมช้ำถึงขีดสุด ใบหน้าจะยังไม่เข้ารูป ทรงจมูกจะดูใหญ่และบวมกว่าความเป็นจริงหลายเท่า การมีอาการนอยด์หรือจิตตกในช่วงนี้จึงเป็นสภาวะอารมณ์ที่พบได้ทั่วไป
หลังจากวันที่ 3 เป็นต้นไป: เมื่อผ่านพ้นจุดพีกของความบวมมาได้ ร่างกายของกล้าย่าก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวและสมานแผล อาการบวมช้ำค่อยๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทรงจมูกที่เคยบวมเป่งก็เริ่มเผยให้เห็นความคมชัดของสันและปลายที่ค่อยๆ รัดแกนมากขึ้น ทำให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติแบบชิลๆ ความกังวลในช่วงแรกมลายหายไป กลายเป็นความตื่นเต้นที่ได้ส่องกระจกดูพัฒนาการความหล่อของตัวเองในทุกๆ วันแทนครับ
ฟีดแบ็กจากแฟนคลับหลัง กล้าย่า ไป แก้จมูก: เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องร้องว้าว
การทำศัลยกรรมของคนที่เป็นที่รู้จัก ย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนๆ ซึ่งก่อนที่ กล้าย่า จะไปทำการ แก้จมูก เขาเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดครับ! เหตุผลก็เพราะเขาอยากจะเก็บงำความตื่นเต้นนี้ไว้ เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ให้กับทุกคนทีเดียวตอนที่ผลลัพธ์เริ่มเข้าที่แล้ว
และเมื่อถึงเวลาที่เขาปรากฏตัวพร้อมกับใบหน้าใหม่ (ที่แม้จะเพิ่งผ่านไปแค่ 14 วันและยังมีความบวมอยู่บ้าง) ฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาก็ทำเอาเจ้าตัวยิ้มไม่หุบเลยทีเดียวครับ แฟนคลับหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่าทรงจมูกใหม่นี้ปังมาก! โครงหน้าดูดีขึ้น หล่อคมขึ้นแบบเห็นได้ชัด และดูโตเป็นหนุ่มเต็มตัวมากขึ้น นอกจากคำชมแล้ว แฟนๆ ยังน่ารักมากๆ ที่เข้ามาให้กำลังใจ อวยพรขอให้แผลหายไวๆ และรอคอยที่จะได้เห็นจมูกรัดแกนแบบ 100% ไปพร้อมๆ กับเขา ถือเป็นกำลังใจชั้นดีที่ช่วยเยียวยาทั้งแผลกายและแผลใจในช่วงพักฟื้นได้เป็นอย่างดีครับ
จากลูกชิ้นปลาสู่เกี๊ยวซ่าทอด: นิยามความหล่อใหม่หลัง กล้าย่า แก้จมูก
มาถึงคีย์เวิร์ดเด็ดที่เรียกเสียงหัวเราะและกลายเป็นภาพจำของบทสัมภาษณ์นี้ไปแล้วครับ เมื่อพูดถึงผลลัพธ์หลังการ แก้จมูก ของ กล้าย่า ในช่วง 14 วันแรก เจ้าตัวได้ผุดไอเดียการเปรียบเทียบใบหน้าตัวเองได้อย่างเห็นภาพและมีอารมณ์ขันสุดๆ
“เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองเหมือนลูกชิ้นปลาครับ มันดูกลมๆ มนๆ ไปหมด แต่พอครบ 14 วัน ตอนนี้ลูกชิ้นมันเปลี่ยนไปแล้ว… มันกลายเป็นลูกชิ้นทรงสามเหลี่ยม… ไม่สิ! ตอนนี้ผมเป็น เกี๊ยวซ่าทอด แล้วครับพี่! หน้ามันดูมีมุม มีเหลี่ยม มีความคมชัดขึ้น ถูกใจมากๆ ครับ”
การเปรียบเทียบจาก “ลูกชิ้นปลา” สู่ “เกี๊ยวซ่าทอด” ไม่ใช่มุกตลกขำๆ เท่านั้น แต่เป็นการอธิบายรูปธรรมของโครงหน้าได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ลูกชิ้นปลาสื่อถึงความไม่มีมิติ แบนราบ และกลมกลืนไปหมด ในขณะที่เกี๊ยวซ่าทอด สื่อถึงการมีรูปทรงที่ชัดเจน มีสัดส่วนของมุมเหลี่ยมที่ตัดกันอย่างลงตัว มีความกรอบ (Crisp) และคมชัดแบบจัดเต็ม ซึ่งตรงกับผลลัพธ์ของจมูกใหม่ที่ช่วยดึงให้ใบหน้าช่วงกลางโดดเด่นขึ้นมา รับกับโหนกแก้มและสันกราม ทำให้ภาพรวมของกล้าย่าดูหล่อเหลาแบบมีเอกลักษณ์ ไม่จืดชืดอีกต่อไปครับ
ความคุ้มค่าของการ แก้จมูก ด้วยเทคนิค Open ของ กล้าย่า
แน่นอนว่าการศัลยกรรมทุกครั้งคือการลงทุนทั้งเงิน เวลา และความเจ็บปวด สำหรับการ แก้จมูก ในครั้งนี้ กล้าย่า เลือกใช้วิธีการผ่าตัดแบบเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่สามารถเข้าไปปรับแก้โครงสร้างภายในได้อย่างละเอียดแม่นยำที่สุด แม้จะเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่กว่าและใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าแบบปิด (Closed) แต่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นเลยว่า “คุ้มค่ามากครับ”
เหตุผลที่เขารู้สึกคุ้มค่า เป็นเพราะเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าอยากให้เจ็บและจบในครั้งเดียว การทำแบบ Open ทำให้คุณหมอสามารถเข้าไปยืดผนังกั้นจมูกและปรับโครงสร้างที่เบี้ยวเอียงให้กลับมาตรงเป๊ะได้อย่างถาวร ลดความเสี่ยงในการทะลุหรือต้องกลับมาแก้ซ้ำซากในอนาคต เรียกว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อแลกกับความมั่นใจที่อยู่กับเราไปตลอดครับ
ท้ายที่สุดนี้ กล้าย่าได้ฝากข้อความทิ้งท้ายไปถึงแฟนคลับและคนที่ติดตามผลงานของเขาด้วยความอารมณ์ดีว่า:
“สำหรับตอนนี้ เพิ่งผ่านไปแค่ 14 วันเองครับ หน้าอาจจะยังดูบวมๆ ตึงๆ อยู่บ้าง ทุกคนอย่าเพิ่งรีบตัดสินความหล่อของผมตอนนี้กันนะครับ (หัวเราะ) แต่เอาจริงๆ ขนาดบวมอยู่แค่นี้ ผมก็รู้สึกว่ามันสวยมากแล้วนะ ถ้าทุกคนรอดูตอนที่มันยุบบวมลงไปอีก และจมูกรัดแกนเข้าที่มากกว่านี้ รับรองเลยว่าเกี๊ยวซ่าชิ้นนี้จะออกมาปังและอร่อย เอ้ย! หล่อแน่นอนครับ ฝากทุกคนรอติดตามพัฒนาการหน้าใหม่ของผมกันด้วยนะครับ!”
ที่ DCH Hospital เราให้คำปรึกษาอย่างแม่นยำด้วยโปรแกรม 3D ทางการแพทย์ นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ เห็นภาพผลลัพธ์ก่อนทำ ความแม่นยำกว่า 90% ออกแบบโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อผลลัพธ์ที่สวยตรงจุดและเป็นธรรมชาติในแบบของคุณ
สิทธิพิเศษที่รวมในแพ็กเกจ
ฟรี After Care ดูแลหลังทำอย่างใกล้ชิด
ฟรี ล้างแผล 3 ครั้ง
ฟรี ตรวจสุขภาพ
รับประกัน1 ปี เบี้ยวเอียงทะลุ ติดเชื้อ
Author: DCH Hospital
Dr.Chen Writer

